ในที่สุดศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก "ผู้ร้ายนอกจอ" เมธี อมรวุฒิกุล อดีตแนวร่วมคนเสื้อแดง ฐานทำร้ายร่างกายหัวหน้าศูนย์เลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย จ.สุราษฎร์ธานี และทำให้เสียทรัพย์ โดย "เมธี" ให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้เหลือการจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี
ก่อนหน้านี้ "เมธี" ถูกจับกุมระหว่างร่วมชุมนุมกับ "คนเสื้อแดง" โดยถูกจับได้พร้อมอาวุธ แต่ในที่สุด "เมธี" ยอมเป็นพยานของ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) คดีก่อการร้าย ต้องอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ มีการอารักขาความปลอดภัยตามโครงการคุ้มครองพยานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง "เมธี" ต้องขึ้นไปเป็นพยานในชั้นศาลอีก 10 คดี

 สภาพของ "เมธี" ในขณะนี้ไม่ต่างจากมิตรกลายเป็นศัตรู เนื่องจากเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ชายชุดดำจะลอบสังหาร แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่รู้สึกกลัว

 แถมวางแผนในอนาคตจะทำงานการเมืองเต็มตัวประกาศเตรียมลงสมัครส.ส.พื้นที่เขตวรจักร และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย อ้างว่ามีเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนหลังจากได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 แต่ "เมธี" ไม่ได้บอกว่าพรรคการเมืองไหนสนใจอยากได้ "ผู้ร้ายนอกจอ" อย่าง "เมธี" ไปเป็นผู้สมัครส.ส.ในพื้นที่ เพราะก่อนหน้านี้ "เมธี" ก็หวังว่าจะได้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย

 แต่เมื่อมาเป็นพยานให้ฝ่ายดีเอสไอก็เหมือนอยู่คนละฝ่ายกับคนเสื้อแดงหรือชายชุดดำอาจทำให้ "ฝัน" ของ "เมธี" ที่จะลงสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยคงต้องกลายเป็นฝันสลาย

ที่มา คมชัดลึก
'อานันท์ ปันยารชุน' ประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯเปิดใจ หลังทำงานมาแล้ว 3 เดือน ระบุการปฏิรูปเป็นเรื่องใหญ่ ต้องช่วยกันคิด เป็นระดับโครงสร้าง

หมายเหตุ : ค่ำวันที่ 20 ก.ย. 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะปฎิรูป เปิดบ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ 19 กรรมการปฏิรูปใช้ทำงาน ให้ผู้สื่อข่าวภาคสนามจากหลายสำนักประกอบด้วยสำนักข่าวเนชั่น นสพ.กรุงเทพธุรกิจ นสพ.ไทยรัฐ นสพ.มติชน สำนักข่าวทีนิวส์ นสพ.บางกอกโพสต์ ได้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าที่ในงานปฏิรูปและทัศนะอื่นๆต่อสถานการณ์บ้านเมือง

คนที่ไม่ชอบรัฐบาลจะวิจารณ์ว่าคณะกรรมการปฏิรูปเป็นเครื่องมือซื้อเวลาของรัฐบาล ?
 ทุกสังคมไม่ว่าจะทำอะไรก็จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ถ้าความชอบไม่ชอบอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลถูกต้องก็สบายใจ แต่ถ้าอยู่บนพื้นฐานอคติ หรือการคาดคะเน ก็มีปัญหา แต่ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจ ข้าราชการ การเมือง ภาคประชาชน เพราะถือว่าการทำงานของผมตั้งอยู่บนความบริสุทธิ์ใจ เราตั้งใจว่าเราทำให้ดีที่สุด หวังว่ามันอาจจะมีผลลัพธ์ไปในทางที่ดี ความคิดที่แตกต่างกันไปส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอคติของแต่ละคนที่มีต่อรัฐบาล ไม่แน่ใจว่าได้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์หรือไม่ ผมไม่มีปัญหากับคนที่มองเห็นไม่ตรงกัน ผมไม่ชอบการโต้ตอบด้วย ขอให้ดูการทำงานดีกว่า กรรมการชุดนี้เป็นอิสระ ผมเลือกมาเอง ระหว่างทำงานไม่มีการปรึกษาหารือรัฐบาล ส่วนคนจะคิดไปเองมันช่วยไม่ได้

คณะกรรมการได้ทำงานไปแล้ว 2-3 เดือนมีมาตรการอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม ?
 ถ้าถามถึงรูปธรรมคงยาก แต่เราต้องเข้าใจว่าการปฏิรูปคืออะไร การปฏิรูปไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระดับผิวเผินแต่เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่จากขาวเป็นดำ แต่เปลี่ยนแปลงมโหฬาร ไม่ใช่แก้วันสองวัน แต่ต้องช่วยกันคิด ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ไม่มีการกำหนดเวลา ยกตัวอย่างสหรัฐ ปัญหาผิวดำขาว ใช้เวลา 50 ปีกว่าจะได้พ.ร.บ.ปกป้องสิทธิคนผิวดำ แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด ใครคิดว่ามีประธานาธิบดีผิวดำบารัก โอบามา แล้วจบ แต่ความจริงทุกวันนี้ก็ยังมีคลื่นใต้น้ำอยู่

การปฏิรูปใช้เวลานาน ชาวบ้านที่มีปัญหาเฉพาะหน้าจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าการปฏิรูปจะช่วยเขาได้ ?
 จริงๆแล้วปัจจุบันหน่วยงานต่างๆแม้แต่ภาคประชาชน ก็ทำงานปฏิรูปอยู่แล้ว เช่นกระทรวงศึกษา กระทรวงยุติธรรม เราก็หาข้อมูลว่าเขาทำอะไรอยู่แล้วเราสู่จุดนั้นได้หรือไม่ ที่ผ่านมาสังคมไทยมีการปฏิรูปอยู่เรื่อยๆเป็นการทานแอสไพริน พาราเซตามอน ทายาแดง แต่ของเราหนักไปในทางของการผ่าตัด เพราะฉะนั้นการผ่าตัดต้องเตรียมทุกยอ่างให้ครบสมบูรณ์ และผลก็ไม่เห็นทันตา มันต้องใช้เวลา เราไม่ได้ปฏิรูปเฉพาะเรื่องแต่ทำพร้อมกันหลายเรื่องมันต้องใช้เวลา

การแก้ความเหลื่อมล้ำในสังคมตามแนวทางของกรรมการฯจะเริ่มต้นจากจุดไหน ?
 การปฏิรูปเรามองหลายมิติ เช่น ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ ความเหลื่อมล้ำในด้านสิทธิ แม้จะมีบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่ถามว่ามันเป็นจริงหรือไม่ ยกตัวอย่างเห็นชัดเจนในกรณีมาบตาพุด และความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส เช่นการศึกษา การรักษาพยาบาล ส่วนใหญ่มันกระจุกอยู่ในกทม.ต้องกระจายออกตามต่างจังหวัด แต่เป้าหมายขั้นต้นคือสร้างความยุติธรรมในสังคม เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมถือเป็นหัวใจของคณะกรรมการ โลกเราถ้าไม่มีความยุติธรรมมันจะเกิดปัญหาน้อยใหญ่ เกิดความขัดแย้ง การนำสังคมเข้าสู่ความยุติธรรมจะลดความเหลื่อมล้ำได้

ประชาชนจะมีส่วนร่วมกับกรรมการฯได้อย่างไร ?

 ในวันที่ 17 ตุลานี้จะมีการจัดเวทีชาวบ้าน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ให้ชาวบ้านเป็นผู้นำเสนอปัญหาเพื่อให้เขามีพื้นที่ที่จะพูดถึงปัญหาของตัวเอง ในตอนบ่ายจะมีแบ่งกลุ่มย่อยระดมปัญหา ที่ดิน การศึกษา แรงงาน ข้อสำคัญคือการจัดเวทีนี้ไม่ใช่ว่ากรรมการไปเล่าให้ฟังแต่กรรมการจะรับฟังให้เขาคุยกัน ตกลงกันเองว่าจะมีข้อเสนออย่างไร และสุดท้ายให้แสดงออกมาว่าจุดยืนอยู่ตรงไหน เหมือนเป็นเวทีที่เราจัดให้ชาวบ้านมีพื้นที่จะพูด ปรึกษาหารือกันโดยไม่ทะเลาะกัน

ในสมัยที่ท่านเป็นนายกฯเคยพูดว่าสถาบันทหารควรที่จะปฏิรูป วันนี้ยังมีความคิดอยู่หรือไม่ ?
 ทหารต้องปฏิรูปแน่ แต่คุณก็รู้ในปัจจุบันใครจะไปปฏิรูปได้นอกจากตัวเอง ถ้าสถาบันทหารไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ผมว่าไม่มีอนาคต เขาต้องปฏิรูปตัวเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องช่วยปฏิรูป ปัญหามันยิ่งใหญ่มีหลายแง่มุม หลายมิติ การปฏิรูปทหารไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระของกรรมการชุดนี้ ถ้าปฏิรูปทหารด้วยคงเหนื่อย คนที่เป็นคริสเตียนเวลาสวดมนต์กับพระเจ้า ขอให้พระเจ้าประทานพรให้เขามีความกล้าเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และขอให้มีความสุขุมพอที่จะรู้ว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายสิ่งควรปฏิรูป แต่เราต้องรู้ตัวเองว่าเราอยู่ในฐานะที่จะไปปฏิรูปเขาได้หรือไม่

 มีหลายอย่างหรือไม่ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ?
 ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จะใช้เวลา 2 วันหรือ 50 ปีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเรื่องกองทัพผมไม่ทราบว่าภายในเขาเปลี่ยนแปลงอะไรแน่ชัด แต่เรื่องหนึ่งที่เห็นแน่ชัด พูดด้วยการมีความลำเอียงอยู่ในใจว่าทหารปฏิวัติไม่ได้อีกแล้ว ประชาชนไม่รับ ทหารคนไหนที่ยังคิดเรื่องปฏิวัติอีกผมว่ายาก อาจจะมีบางคนที่ยังหมกมุ่นว่าการปฏิวัติจะเป็นการแก้ปัญหาประเทศชาติ แต่คนทั่วไปไม่รับ ปฏิวัติมา 18 ครั้ง ถามว่าประเทศไทยดีขึ้นหรือไม่ มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าประเทศชาติถึงทางตันอย่าคิดว่าการรัฐประหารเป็นทางออกทางหนึ่ง มันไม่ใช่ทางออกมีแต่จะเป็นทางตันมากขึ้น

หลังจากรัฐประหารปี 2434 หลายคนก็คิดว่าไม่มีการปฏิวัติ แต่ปี 2549 ก็เกิดขึ้น ?
 แต่ตอนนั้นก็ไม่มี 15 ปี แต่ปรากฏว่ามีสิ่งอื่นมาเกิดขึ้น

การสร้างความยุติธรรม จะแก้ปัญหาสองมาตรฐานที่เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งทุกวันนี้หรือไม่ ?
 เรื่องสองมาตรฐานก็พูดกันไป ถ้าเผื่อไปดูข้อเท็จจริง คนที่พูดก็ไม่รู้ว่าตัวเองก้ได้ประโยชน์จากการเป็นสองมาตรฐาน เรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องความไม่นิ่งในจิตใจของตัวเอง ถ้าเป็นมาตรฐานที่ให้ประโยชน์กับตนเองเราก็รับ แต่ถ้ามาตรฐานนี้ไปให้ประโยชน์คนอื่นก็ไม่รับ

โดย : เสถียร วิริยะพรรณพงศา - ณัฐพล หวังทรัพย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง และตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารชั้นต้น
 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในการนี้ได้มีพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อรักษาความเรียบร้อยของประเทศ ทรงเน้นย้ำให้ทหารตระหนักถึงภาระหน้าที่สำคัญ ในการดูแลรักษาความสงบอย่างเคร่งครัด และเป็นไปอย่างยุติธรรม

 “ความซื่อสัตย์สุจริตของนายทหารที่เป็นนายทหารฝ่ายพระธรรมนูญ มาปฏิบัติตน ปฏิบัติในด้านความซื่อสัตย์สุจริตของทหารที่ปฏิบัติงานในด้านธรรมนูญ นายทหารซึ่งสำคัญมาก เพราะว่าถ้ามีนายทหารฝ่ายที่จะรักษาความซื่อสัตย์สุจริตในทางธรรมนูญ เพื่อที่จะปฏิบัติงานให้มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าทหารต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตทั้งปฏิบัติในด้านความยุติธรรมทุกเมื่อเขาว่าทหารต้องมีความตรงไปตรงมาทุกด้าน เพื่อที่จะรักษาความยุติธรรม และประเทศในด้านความสุจริตของทหาร เพราะว่านายทหารมีหน้าที่สำคัญในการรักษาความเรียบร้อยของประเทศ ทหารจะต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ทุกสิ่งทุกอย่างในด้านความยุติธรรม ถ้าได้ทำแล้วเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเรียบร้อย”  ตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท

 รับสั่งว่า คนก็ต้องรักษาความยุติธรรม โดยเฉพาะทหาร คนบอกว่า ถ้าทหารมีความยุติธรรมแล้วมีความตั้งใจที่รักษาความยุติธรรมในประเทศ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อย เพราะว่าทหารมีความยุติธรรม ทหารมีอำนาจที่จะปฏิบัติที่เป็นความเรียบร้อยของประเทศ เชื่อว่า ถ้าทหารปฏิบัติเข้มแข็งอย่างที่ได้ปฏิญาณไว้ ก็เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไปด้วยดี ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายที่จะรักษาความยุติธรรมดังที่ท่านได้กล่าวไว้ เพื่อที่จะ ประเทศชาติได้สามารถที่จะผ่านพ้นอันตรายทุกอย่าง ขอให้ระลึกถึงคำปฏิญาณของท่านให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปถูกต้องทุกอย่าง ขอให้รักษาความเรียบร้อยของหน้าที่ของท่าน รักษาความเรียบร้อยในหน้าที่ของท่านทุกด้าน บ้านเมืองก็จะมีแต่เจริญก้าวหน้า

 ถึงแม้จะยังคงอยู่ในพระอาการประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ไม่เคยละเลยในการให้คำเตือนสติแก่ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม หรือผู้พิพากษาศาลทหาร ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งหลาย เฉพาะผู้ที่อยู่ในราชการทหาร เพราะสังคมมักตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการทำงานของศาล หรือบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเสมอ จนมีการกล่าวคำถึง “ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งให้ผลในเชิงลบ ศาลจะยุติธรรมได้ ก็ต่อเมื่อเชื่อได้ว่าซื่อสัตย์ สุจริต ตามพระบรมราโชวาทเท่านั้น

ที่มา คมชัดลึก